กินปลาหมึกแล้วคอเลสเตอรอลสูงจริงไหม? เปิดประโยชน์ 8 ข้อที่หลายคนอาจยังไม่รู้

กินปลาหมึกแล้วคอเลสเตอรอลสูงจริงไหม? เปิดประโยชน์ 8 ข้อที่หลายคนอาจยังไม่รู้

กินปลาหมึกแล้วคอเลสเตอรอลสูงจริงไหม? เปิดประโยชน์ 8 ข้อที่หลายคนอาจยังไม่รู้
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

กิน "ปลาหมึก" แล้วคอเลสเตอรอลสูงจริงไหม? ไขความจริงที่หลายคนเข้าใจผิด เปิดประโยชน์ 8 ข้อที่หลายคนอาจยังไม่รู้ 

“กินปลาหมึกแล้วคอเลสเตอรอลสูงนะ!” เป็นคำเตือนคลาสสิกที่ทำให้คนรักอาหารทะเลหลายคนต้องกังวลจนไม่กล้าแตะต้อง เช่นเดียวกับที่ "ไข่แดง" เคยตกเป็นจำเลยสังคมมาอย่างยาวนาน ความจริงแล้วข้อมูลทางการแพทย์สมัยใหม่ชี้ให้เห็นว่า ปลาหมึกอาจไม่ใช่ผู้ร้ายตัวจริงที่ทำให้ไขมันในเลือดพุ่งสูงอย่างที่หลายคนกลัว

ข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการระบุว่า แม้ปลาหมึกจะมีคอเลสเตอรอลจริง แต่สิ่งที่น่ากังวลและส่งผลกระทบต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดมากกว่าคือ "กรดไขมันอิ่มตัว" และ "วิธีการปรุง" ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดว่ามื้อนั้นจะดีต่อสุขภาพหรือทำร้ายร่างกาย

เจาะลึกปริมาณคอเลสเตอรอลในหมึกแต่ละชนิด

เมื่อเทียบกับอาหารทะเลชนิดอื่น ปลาหมึกมีปริมาณคอเลสเตอรอลค่อนข้างสูงจริง โดยเฉพาะหากรับประทานส่วนที่เป็นเครื่องในหมึก ซึ่งเป็นแหล่งสะสมคอเลสเตอรอลที่เข้มข้นที่สุด โดยปริมาณคอเลสเตอรอลโดยประมาณต่อ 100 กรัม มีดังนี้:

  • หมึกกล้วย: ประมาณ 260 มิลลิกรัม
  • หมึกหอม: ประมาณ 233 มิลลิกรัม
  • หมึกสาย: ประมาณ 160 มิลลิกรัม
  • เครื่องในหมึก: สูงมาก อาจพุ่งเกิน 1,000 มิลลิกรัม

หากเปรียบเทียบกับกุ้งที่มีคอเลสเตอรอลประมาณ 180 มิลลิกรัม หรือเนื้อปลาทั่วไปที่มีต่ำกว่า 100 มิลลิกรัม จะเห็นได้ว่าหมึกมีตัวเลขที่สูงกว่า แต่สิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่ทราบคือ ปลาหมึกมีไขมันอิ่มตัว (Saturated Fat) ต่ำมาก ซึ่งไขมันอิ่มตัวนี้เองที่เป็นปัจจัยหลักในการกระตุ้นให้ตับผลิตไขมันเลว (LDL) ออกมา

ทำไมปลาหมึกถึงไม่ใช่ผู้ร้ายตัวจริง?

ในปลาหมึก 100 กรัม ให้พลังงานเพียง 92 แคลอรี มีโปรตีนสูงถึง 15.6 กรัม และมีไขมันทั้งหมดเพียง 1.4 กรัม แม้จะมีคอเลสเตอรอลประมาณ 233 มิลลิกรัม แต่ในทางกลับกันปลาหมึกแทบไม่มีไขมันอิ่มตัวที่เป็นสาเหตุหลักของโรคหัวใจเลย

นอกจากนี้ ปลาหมึกยังอุดมไปด้วยกรดไขมันกลุ่ม โอเมก้า 3 ซึ่งทำหน้าที่ยับยั้งและควบคุมปริมาณคอเลสเตอรอลให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ดังนั้นหากทานในปริมาณที่พอดีและเลี่ยงการทอดด้วยน้ำมันที่เปี่ยมไปด้วยไขมันอิ่มตัว ปลาหมึกจึงถือเป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างมาก

8 คุณประโยชน์เด่นจากการรับประทานปลาหมึก

ปลาหมึกไม่ได้มีดีแค่รสชาติ แต่ยังเป็นแหล่งรวมแร่ธาตุและวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกาย ดังนี้:

  • 1. บำรุงหัวใจและหลอดเลือด: มีโอเมก้า 3 ชนิดดีเอชเอ (DHA) ช่วยลดการอักเสบ และมีวิตามินบี 12 ที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงานของหลอดเลือด
  • 2. ผิวพรรณเปล่งปลั่ง: มีคอลลาเจนสูงและดูดซึมง่าย ช่วยให้ผิวพรรณเต่งตึงและช่วยในการสมานแผล
  • 3. ป้องกันโรคคอพอก: ปลาหมึก 100 กรัม มีไอโอดีนสูงถึง 54 ไมโครกรัม ซึ่งช่วยป้องกันภาวะขาดสารไอโอดีน
  • 4. ปกป้องเซลล์: น้ำหมึกของปลาหมึกมีกรดอะมิโนที่จำเป็นและมีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น ซีลีเนียม ที่ช่วยปกป้องเซลล์
  • 5. บรรเทาอาการข้ออักเสบ: โอเมก้า 3 มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ช่วยลดอาการปวดข้อในผู้ป่วยรูมาตอยด์
  • 6. เสริมการทำงานของสมอง: อุดมด้วยวิตามินบีหลายชนิด (บี 1, 2, 3, 9, 12) ที่จำเป็นต่อระบบประสาท
  • 7. สร้างกล้ามเนื้อและเส้นผม: ด้วยปริมาณโปรตีนที่สูง จึงเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ออกกำลังกายและต้องการบำรุงเส้นผม
  • 8. ลดความเครียด: วิตามินบี 5 และบี 6 ช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนเกี่ยวกับอารมณ์ ลดความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้า

ข้อควรระวังและอันตรายที่แฝงมากับปลาหมึก

เพื่อให้การบริโภคปลาหมึกปลอดภัยที่สุด ควรคำนึงถึงข้อควรระวังต่อไปนี้:

  • สารปนเปื้อนและโลหะหนัก: ปลาหมึกอาจมีการสะสมของ "แคดเมียม" ควรล้างให้สะอาดและควักไส้ออกทิ้ง เพราะเป็นจุดที่สะสมสารพิษมากที่สุด
  • สารฟอร์มาลีน: ระมัดระวังปลาหมึกที่มีกลิ่นฉุนผิดปกติหรือเนื้อแข็งค้างนานเกินจริง เพราะอาจมีการแช่สารฟอร์มาลีนเพื่อคงความสด
  • กลุ่มเสี่ยง: ผู้ที่มีประวัติแพ้อาหารทะเล หรือผู้ที่มีภาวะคอเลสเตอรอลสูงและโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวานชนิดที่ 2 ควรจำกัดปริมาณการทานอย่างเหมาะสม หรือปรึกษาแพทย์

สรุปได้ว่า ปลาหมึกไม่ใช่ "ผู้ร้าย" ของสุขภาพหากเรารู้วิธีเลือกทานในปริมาณที่พอเหมาะและเลี่ยงวิธีการปรุงที่เติมไขมันเลว การทานปลาหมึกนึ่งหรือย่างควบคู่กับผักกากใยสูง จะช่วยให้คุณได้รับคุณค่าทางโภชนาการสูงสุดโดยไม่ส่งผลเสียต่อระดับไขมันในเลือด

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล